T1ชไมพร เฉลิมวานิชวงศ์
31 December 2019

Once in a lifetime

การมาเข้าโครงการนี้ สิ่งที่ได้มันมากกว่าความรู้ เราได้ประสบการณ์ที่เรียกว่าหาจากไหนไม่ได้อีกแล้ว มันช่างเข้มข้นและท้าทาย และมากกว่านั้นเราได้..เพื่อน....ที่เรียกว่าร่วมทุกข์ร่วมสุข คอยให้กำลังใจแบบติดขอบสนามกันเลยทีเดียว

ระหว่างการเรียนจะต้องคิด ตอบคำถาม จับไมค์ พูดนำเสนอ  บอกเลยว่าไม่กลัวนะ ใจสู้ เพราะเราก็อยากพัฒนาจุดนี้อยู่ แต่ทำยังไงเสียงก็ยังสั่น ใจสั่น ขาสั่นโดยอัติโนมัติ พูดไปเรื่อยบ้าง พอได้ทำบ่อยๆตอนนี้เสียงเริ่มนิ่งขึ้น ไม่ค่อยสั่น แต่อย่างอื่นก็ยังสั่นเหมือนเดิม เรียกว่าเป็นอีกหนึ่งเวทีที่ช่วยให้เราได้ฝึกฝนและพัฒนาตัวเอง  ....ต่อจากนี้ยังคงต้องฝึกต่อไปอีกเรื่อยๆๆ  

ทักษะที่เราได้ฝึกคือทักษะการยืดหยุ่นทางความคิดและทักษะการสื่อสาร เพราะในระหว่างเรียนและการทำโครงการ เราจะได้รับรู้และเรียนรู้ในหลายๆอย่างที่เราไม่เคยรู้ ,feedback,  ข้อคิดเห็นข้อเสนอต่างๆจากโค้ช เพื่อนๆ ผอ. Mentor คนในหน่วยงานอื่นๆที่ไปประสานงานด้วย  ซึ่งหลายๆครั้งมีความคิดและทัศนคติที่ต่างจากเรา แต่เราเลือกที่จะเปิดใจ เรียนรู้ พร้อมปรับเปลี่ยนวิธีคิด มุมมอง เพื่อที่จะสามารถมองได้หลายมุมมองและปรับตัว รับมือ แก้ปัญหาได้อย่างเข้าใจและรวดเร็วตามความเป็นจริง ตามสถานการณ์ที่เป็นอยู่  และไม่จมอยู่กับเรื่องเดิมๆพร้อมที่จะไปต่อข้างหน้าได้เสมอ นำไปสู่ทัศนคติใหม่ที่ได้จากโครงการนี้คือ..ทุกปัญหามีทางออกเสมอ...
รวมถึงการฝึกการสื่อสารให้เกิดผลลัพธ์ ทั้งการสื่อสารกับคนในทีม หน่วยงานอื่นๆที่เกี่ยวข้องเพื่อให้เกิดความร่วมมือร่วมใจ เกิดผลลัพธ์ ไปสู่เป้าหมายเดียวกันได้

ตอนที่เราเข้าไปร่วมพัฒนาหน่วยงานหนึ่งซึ่งเป็น GDP ของเรา เชื่อมั้ยว่าพี่คนนึงเค้าบอกเราว่า "ดีจัง...มีโครงการแบบนี้ เค้าไปหา talent มาจากที่ไหน คัดเลือกจากอะไร ทำไมเก่งจัง" มันทำให้เรารู้สึกว่าสิ่งที่เราคิดและทำมันตอบโจทย์การพัฒนางานเค้าจริงๆ

เป้าหมายต่อไปคือ การพัฒนาตนเองนี่แหละเพราะการเริ่มต้นพัฒนาตนเองเป็นจุดเริ่มต้นที่สำคัญที่สุดและดีที่สุด พัฒนาวันละนิดจิตแจ่มใส

ปล.สุดท้ายนี้
ขอบคุณโค้ชปุ้ยที่สอนให้ความรู้
และขอบคุณโค้ชแมวมากๆค่ะ...โค้ชแมวเป็นเหมือน  KSF เริ่มต้นที่สำคัญของ IDP หนูเลย ถ้าไม่มีโค้ชวันนั้น ก็ไม่มีโครงการดีๆที่มีคุณค่าและสร้างประโยชน์ให้กับหน่วยงาน/องกรค์ในวันนี้ โค้ชน่าจะมาเร็วกว่านี้ 7 ปีเนาะ เยิฟๆๆ 😍😍